cricouncil Environment ทำไม “แนวปะการัง” ถึงมีความสำคัญมาก ๆ 

ทำไม “แนวปะการัง” ถึงมีความสำคัญมาก ๆ 

แนวปะการัง

ทะเล ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตที่ผู้คนนั้นชื่นชอบที่จะไปเที่ยวกันมาก ๆ เพราะเป็นสถานที่ทางธรรมชาติที่มีความสวยงาม และมีเสน่ห์ไม่เหมือนที่ไหน ๆ การที่ผู้คนเดินทางไปเที่ยวที่ทะเลกันอย่างมากมายนั้น บางทีก็อาจจะเผลอทำให้ธรรมชาติเสื่อมโทรม หรือได้รับผลกระทบบางอย่างจากเราไปโดยไม่รู้ตัว เรื่องของสภาพอากาศเองก็ถือว่าส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และระบบนิเวศทางทะเลไม่น้อย โดยเฉพาะ “แนวปะการัง” ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และจากการกระทำของมนุษย์ แล้วรู้หรือไม่ว่าแนวปะการังนั้นสำคัญกับท้องทะเลอย่างไร ในบทความนี้มีคำตอบ

ความสำคัญของ “แนวปะการัง”

แนวปะการัง นับว่าเป็นแหล่งที่รวมความหลากหลายทางชีวภาพเอาไว้อย่างสูงสุด มากกว่าระบบนิเวศใด ๆ ทั่วโลกนี้ แม้ว่าการมีอยู่ของแนวปะการังนั้น จะมีพื้นที่ครอบคลุมอยู่เพียงแค่ 0.1% ในพื้นที่มหาสมุทรเท่านั้นเอง แต่แนวปะการังก็ถือได้ว่ามีความสำคัญกับท้องทะเลมาก ๆ เนื่องจากแนวปะการังเป็นที่อยู่อาศัยที่สำคัญของสัตว์น้ำทางทะเลอย่างปลามากกว่าหนึ่งในสี่ของสายพันธุ์ปลาทั้งหมดที่มีอยู่ในทะเลเลยก็ว่าได้ 

นอกจากแนวปะการังจะเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าปลาทั้งหลายแล้ว แนวปะการังก็ยังนับว่าเป็นสิ่งที่ให้บริการกับระบบนิเวศที่หลากหลายมาก ๆ ด้วย เช่น การช่วยในเรื่องการป้องกันน้ำท่วม เป็นอาหารเพื่อใช้ในการยังชีพ และยังเป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์กับอุตสาหกรรมประมง และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนอีกด้วย ดังนั้นหากว่าแนวปะการังได้รับผลกระทบ และหายไป ก็จะทำให้สามารถส่งผลกระทบต่อเรื่องสังคม เศรษฐกิจ และสุขภาพได้

มีการคาดการณ์กันว่า แนวปะการังน่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยในเรื่องของการจุนเจือชีวิตมนุษย์ได้มากกว่า 500 ล้านคนจากทั่วโลกเลย เพราะพวกเขาจะมีการพึ่งพิงแนวปะการังในการดำรงชีวิตแต่ละวัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดขึ้นในประเทศที่มีความยากจน ทั้งนี้เมื่อปี 2014 ก็ได้มีการประเมินมูลค่าของแนวปะการัง ต่อเรื่องของสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจว่า แนวปะการังนั้นมีมูลค่าสูงมากถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น แนวปะการังยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยในเรื่องการบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่มีอยู่ทั่วโลกด้วย อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่เหมือนกับสัญญาณเตือนล่วงหน้าถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในระบบอื่น ๆ ด้วย เช่น เรื่องของในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ซึ่งผลกระทบทั้งหมดต่อแนวปะการังที่เกิดขึ้นนั้น ก็มาจากทั้งน้ำมือมนุษย์ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ หากว่าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ก็จะทำให้แนวปะการังถึงจุดเปลี่ยน และอาจจะต้องพบกับความเสื่อมสภาพในระบบต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบมาจากการหายไป หรือความเสื่อมโทรมของแนวปะการังได้ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแลแนวปะการัง

Related Post

โรงไฟฟ้า

แนะนำ 3 ประเภท โรงไฟฟ้า ที่ต้องทำความรู้จักแนะนำ 3 ประเภท โรงไฟฟ้า ที่ต้องทำความรู้จัก

การผลิตถ่านหินในอินเดีย เป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซมากเป็นอันดับ 3 ลดลง 8% ในปี 2020 เมื่อเทียบกับปี 2018 โดยพลังงานนิวเคลียร์ พลังงานถ่านหิน และพลังงานลม เป็นเพียงพลังงาน 3 ประเภทที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าใน โรงไฟฟ้า ทั่วโลก  แต่หลาย ๆ ประเทศกำลังเดินหน้าเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลในการใช้ผลิตไฟฟ้า ที่ก่อมลพิษสูงไปสู่ทางเลือกที่มีคาร์บอนต่ำ ที่ดีต่อโลกมากกว่า ซึ่งในบทความนี้เราจะมาแนะนำ 3 ประเภท โรงไฟฟ้า ที่ต้องทำความรู้จักกัน ซึ่งมาจากการใช้พลังงานของโลกยุคเก่า   โรงไฟฟ้า ใช้พลังงานของโลกยุคเก่า  

โปรตีนจากพืช

โปรตีนจากพืช จะทำให้สิ่งแวดล้อมของโลกดีขึ้นได้อย่างไรโปรตีนจากพืช จะทำให้สิ่งแวดล้อมของโลกดีขึ้นได้อย่างไร

โปรตีนจากพืช (Plant-based proteins) คือ โปรตีนที่ได้มาจากพืชชนิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกแทนโปรตีนจากสัตว์ โปรตีนจากพืชมีอยู่ในพืชหลายชนิด รวมถึงถั่ว เมล็ดพืช ธัญพืช และผักบางชนิด ตัวอย่างแหล่งโปรตีนจากพืชที่สำคัญ  โปรตีนจากพืช จะทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นได้อย่างไร?   โปรตีนจากพืช (Plant-based proteins) มีส่วนช่วยปรับปรุงสิ่งแวดล้อมของโลกได้หลายวิธี ได้แก่ การเปลี่ยนมาบริโภคโปรตีนจากพืชเป็นการเลือกที่ยั่งยืน และสามารถช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้ และกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและโรคเบาหวาน และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าการผลิตโปรตีนจากสัตว์

ธุรกิจพลังงาน

ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจพลังงานข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจพลังงาน

ในปัจจุบันมีธุรกิจพลังงานเกิดขึ้นมากมายอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการใช้พลังงานในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นในเชิงของการประกอบกิจการต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งในภาคครัวเรือน ที่ต้องมีการใช้สอยพลังงานในการดำรงชีวิต แต่ในภาคของครัวเรือนนั้นมักจะมีความต้องการที่ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับความต้องการพลังงานในภาคของการบริหารธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งการทำธุรกิจนั้นต้องมีผลประกอบการและผลกำไรมาเป็นตัวขับเคลื่อน การดำเนินธุรกิจจึงมีความต้องการอย่างไม่หยุดหย่อน  ทำให้มีธุรกิจพลังงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยเรื่อยในสังคม โดยเฉพาะในประเทศของเราซึ่งผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานในด้านนี้มักจะมีการรวบรวมพลังงานจากพลังงานธรรมชาติต่าง ๆ เพื่อหมุนเวียนให้อยู่ในรูปของพลังงานที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานความร้อน พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ พลังงานลมและพลังงานอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งจะเห็นได้ว่าพลังงานเหล่านี้ มีการสับเปลี่ยนพลังงานที่ไม่เหมือนกันทางผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจพลังงานจะต้องมีการเตรียมความพร้อมไม่ว่าจะเป็นสถานที่ในการวางรากฐานการผลิตพลังงาน   การก่อตั้งธุรกิจพลังงาน  เครื่องมือเครื่องจักรต่าง ๆ ที่จะต้องมีความคงทนระดับสูงที่สุด เนื่องจากพลังงานในธรรมชาตินั้นเป็นพลังงานที่ไม่สามารถควบคุมปริมาณหรือความเร็ว รวมทั้งอุณหภูมิของพลังงานธรรมชาติที่จะเข้ามาแปรเปลี่ยนพลังงานในเครื่องจักรที่เตรียมไว้ได้ ดังนั้นเครื่องจักรเหล่านี้จึงต้องมีความคงทนและสามารถทำงานได้ภายใต้สภาวะที่รุนแรงหรือในสภาวะที่อันตรายได้ โดยไม่ต้องหยุดพัก ในส่วนของเครื่องมือที่ใช้ในการวัดค่าพลังงานก็จะต้องมีความแม่นยำสูง เมื่อวัดค่าที่ได้หรือพลังงานที่ได้จากการแปรเปลี่ยนพลังงาน และจะต้องมีความผิดพลาดทางเทคนิคที่น้อยที่สุด  ซึ่งต้องมีทีมวิศวกรหรือทีมงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาควบคุมดูแลในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อลดโอกาสความผิดพลาดในกระบวนการทำธุรกิจพลังงานเหล่านี้ มีหลากหลายรูปแบบด้วยกัน ขึ้นอยู่กับว่าผู้ประกอบการจะเลือกรูปแบบของพลังงานในรูปแบบใด โดยอาศัยความรู้และความสามารถของทีมงานและบุคลากรอย่างเต็มที่ เพื่อสามารถวิเคราะห์ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่จะได้รับมากที่สุดที่ทางบริษัทหรือธุรกิจนั้นจะสามารถทำได้เพื่อประกอบการตัดสินใจในการก่อตั้งธุรกิจพลังงาน   ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งขึ้นเพื่อผลิตพลังงานไว้ใช้ในกระบวนการผลิตของตนเองหรือเพื่อการจำหน่ายให้กับบริษัทคู่ค้าหรือบริษัทที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนกระบวนการก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ทั้งสิ้น เนื่องจากกระบวนการแปรเปลี่ยนพลังงานในรูปแบบนี้นั้นไม่มีการทำลายสิ่งแวดล้อมหรือไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเข้ามาช่วยทำใด ๆ เป็นการปล่อยให้พลังงานธรรมชาติหมุนผ่านเครื่องที่จะกักเก็บพลังงานเอาไว้โดยดำเนินกระบวนการไปอย่างปกติเป็นธรรมชาติ ทำให้เราผู้ประกอบการรอติดตามเพียงแค่ผลลัพธ์หรือค่าพลังงานไฟฟ้าที่แปลเปลี่ยนออกมาได้เท่านั้น ซึ่งต้องคอยมีนักตรวจสอบหรือประเมินเข้ามามีบทบาทสำคัญในจุดนี้เพื่อช่วยตรวจเช็คว่าอุปกรณ์ใดได้รับความเสียหายหรือมีประสิทธิภาพการทำงานที่ต่ำลง เพื่อที่จะได้เข้าไปแก้ไขให้กลับมาทำงานได้อย่างเต็ม 100%